วัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน

ส่งเสริมวิสาหกิจต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการค้า อุตสหากรรม เกษตรกรรม การเงิน และเศรษฐกิจในเขตจังหวัดมุกดาหาร เช่น รวบรวมสถิติ เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลการค้าวิจัยเกี่ยวกับการค้าและเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว การออกใบรับรองแหล่งกำเนิดของสินค้า การวางมาตรฐาน และตรวจสอบคุณภาพของสินค้า จัดตั้งและดำเนินการสถานการศึกษาที่เกี่ยวกับการค้าและเศรษฐกิจ พิพิธภัณฑ์สินค้า การจัดงานแสดง สินค้า และเป็นการอนุญาโตตุลาการชี้ขาดกรณีพิพาททางการค้า รับปรึกษา และให้คำแนะนำแก่สมาชิกเกี่ยวกับการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงินและเศรษฐกิจ และช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจของสมาชิกให้คำปรึกษาและเสนอข้อแนะนำแก่รัฐบาล หรือส่วน ราชการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ประสานงาน ในทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการค้า กับส่วนราชการ เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริม การกุศลและสาธารณะสงเคราะห์ ปฏิบัติกิจการอื่นๆ ตามแต่จะมีกฏหมายระบุให้เป็นหน้าที่ของหอการค้า ไม่ประกอบกิจการค้า และไม่ดำเนิน การทางการเมืองอย่างใดทั้งสิ้น

ผลงานและกิจกรรม

นับตั้งแต่ก่อตั้งมาจวบจนปัจจุบัน หอการค้าจังหวัดมุกดาหารในฐานะองค์กรที่เป็นตัวแทนของภาคเอกชนในจังหวัดมุกดาหาร ได้ถือเป็นหน้าที่ ที่จะปฏิบัติงานร่วมกับภาครัฐในระดับท้องถิ่นและระดับชาติทั้งในรูปของคณะกรรมการร่วม เช่นคณะกรรมการ กรอ. จังหวัด คณะกรรมการ พัฒนาจังหวัดเป็นต้น หรือในรูปของคณะทำงานเฉพาะกิจ และเป็นตัวแทนของภาคเอกชนในการเสนอประเด็นปัญหา และวิธีการแก้ไขปัญหา ต่อส่วนราชการในท้องถิ่น และรัฐบาล ตลอดจนเป็นแกนนำที่จะชักชวนภาคเอกชนในสาขาอาชีพต่างๆ ให้หันมาร่วมมือกัน เพื่อส่งเสริมและ พัฒนาความเจริญ ให้บังเกิดแก่จังหวัดมุกดาหารในรูปของ กิจกรรมร่วม เช่น การจัดโครงการนำร่อง "เรือสำราญ" การจัดโครงการหมูยอใหญ่ ที่สุดในโลก การจัดโครงการเครื่องเงิน เครื่องมุก การจัดโครงการวิ่งสู่ภูผาเทิบ โครงการวิ่งเทิดพระเกียรติ เป็นต้น

หอการค้าจังหวัดมุกดาหารได้ร่วมกับทางจังหวัดมุกดาหารจัดทำโครงการก่อสร้าง หอแก้วมุกดาหารเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในมหามงคลวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติครบ 50 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2539 ซึ่งนับว่าเป็นมหามงคลอันวิเศษยิ่งที่ไม่เคยปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์ชาติไทยมาก่อน โดยที่โครงการนี้ ก่อสร้างเป็นหอสูงประมาณ 50.50 เมตร ส่วนบนเป็นชั้นชมทัศนียภาพ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ทั่วเมืองมุกดาหาร แม่น้ำโขง และแขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน ลาว ส่วนชั้นบนสุดเป็นรูปแก้วมุกดาหาร (ทรงกลม) ซึ่งเป็นดวงแก้วอันศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 เมตร ภายในเป็นที่ ประดิษฐาน พระพุทธนวมิ่งมงคลมุกดาหารซึ่งจัดสร้างขึ้นด้วยเนื้อเงินบริสุทธิ์เพื่อดำรงไว้ เป็นพระประจำจังหวัด ให้ประชาชน ได้กราบไหว้ สักการะสืบไป ที่ฐานหอแก้วก่อสร้างเป็นสองชั้น โดยชั้นล่างเป็น ห้องแสดงภาพนูนต่ำ แสดงถึงวิถีชีวิตของประชาชน ลุ่มแม่น้ำโขง อันประกอบ ด้วยชนแปดเผ่า และบริเวณที่จัดแสดงนิทรรศการต่างๆ ส่วนชั้นที่ 2 เป็นส่วนของห้องปฏิบัติการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งโครงการนี้ใช้ งบประมาณจากทางราชการส่วนหนึ่งและรายได้จาก การจัดสร้างพระบูชา วัตถุมงคลให้เช่าบูชาอีกส่วนหนึ่งขณะนี้ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้ เข้าไปเยี่ยมชมได้ทุกวัน ในเวลาราชการ

แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงการผลักดัน

จังหวัดมุกดาหาร มีจุดเด่นในเชิงที่ตั้งภูมิ-เศรษฐศาสตร์ เนื่องจากตั้งอยู่ในแนวสายทางที่เชื่อมจากฝั่งทะเลตะวันออก (ทะเลจีนใต้) ไปสู่ทะเล ตะวันตก (ทะเลอันดามัน) ของอนุภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้(เมืองดานัง/เวียดนาม - เมืองเว้/- เวียดนาม- เมืองดองฮา/เวียดนาม - เมืองคันทะบุรี/ลาว - มุกดาหาร/ไทย - ขอนแก่น/ไทย - พิษณุโลก/ไทย-สุโขทัย- อ.แม่สอด จ.ตาก/ไทย-เมืองเมียวดี/พม่า/ ท่าเรือมะละแหม่ง
/พม่า)ซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาเชื่อมโยงกันให้เป็น สะพานบก
เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางเดินเรือ ของโลกระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ที่ผ่านมา อนุภูมิภาคเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้ (ซึ่งในปัจจุบันจะต้องแล่นอ้อมผ่านไปยัง ท่าเรือ สิงค์โปร์และช่องแคบมะละกา) อันจะก่อให้เกิดเป็นเส้นทาง การค้าสายใหม่ของโลก เป็นการช่วยย่นระยะทางของการขนถ่ายสินค้าให้สั้นลงและรวดเร็วยิ่งขึ้น นำมาซึ่งโอกาสของการพัฒนา ให้จังหวัด มุกดาหารเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน ในซีกตะวันออกให้ประสพความสำเร็จในอนาคต นอกจาก จะต้องมีพื้นฐานทาง เศรษฐกิจที่เข้มแข็งอย่างต่อเนื่องแล้ว การสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของการค้าการลงทุนในอนุภูมิภาคแถบนี้โดย เฉพาะอินโดจีนจะเป็น ปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญและจำเป็นยิ่ง เพราะถ้าหากประเทศไทยสามารถเป็นจุดเชื่อมโยงและเป็นที่ยอมรับของประเทศใน อนุภูมิภาคนี้ได้แล้ว ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและบทบาทของประเทศไทย ในการค้าและการเจรจาในระดับโลกก็จะมีน้ำหนักมากขึ้น อีกทั้ง จะส่งผลให้ภาคตะวัน
ออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ปิด (LAND LOCKED)ได้รับการพัฒนาตามไปด้วย จากวิสัยทัศน์ดังกล่าวข้างต้น หอการค้าจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะองค์กรที่เป็นตัวแทนของภาคเอกชนในวันจังหวัดมุกดาหาร จึงได้กำหนด เป็นนโยบายที่จะเร่งส่งเสริมผลัก ดันเพื่อพัฒนาให้จังหวัดมุกดาหาร เป็นศูนย์กลางของการค้า และการลงทุนที่เชื่องโยงกันกับกลุ่มประเทศ อินโดจีน โดยเฉพาะลาวและเวียดนาม อย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบโดยกำหนดทิศทางของการพัฒนาไปสู่การเป็น เมืองท่าอุตสาหกรรม โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้าง พื้นฐาน เพื่อส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนและได้กำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนา ดังนี้คือ ยุทธศาสตร์เชิกรุก จะมุ่งเน้นส่งเสริม
ใน ด้านการค้าขายชายแดน และการท่องเที่ยวภายในจังหวัดและแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ในระยะต้น โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาไปสู่การค้า ขายระหว่างประเทศที่เป็นระบบสากล และการท่องเที่ยวที่เชื่องโยงไปสู่เมืองท่องเที่ยว หลักของกลุ่มประเทศอินโดจีน ตามเส้นทางจากมุกดาหาร - เมืองคันทะบุรี แขวงสะหวันนะเขต/ลาว (เส้นทางหมายเลข 9) เมืองดองฮา แขวงกวางตรี/เวียดนาม-เมืองเว้/เวียดนาม -เมืองดานัง/เวียดนาม ในลักษณะแพ็คเกจทัวร ์

ในระยะต่อไปในส่วน ของภาคอุตสาหกรรม ในระยะต้นจะมุ่งเน้นส่งเสริมในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักของ จังหวัดในปัจจุบัน และพัฒนาไปสู่ การใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้นเพื่อผลิต และแปรรูปสินค้าเกษตรในเชิงอุตสาหกรรม อันจะเป็น การเพิ่มมูลค่าของ ผลผลิตทางการเกษตรให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการส่งเสริมในอุตสาหกรรมแขนงอื่น ๆ ที่ใช้แรงงานฝีมือระดับ กลางและที่เชื่อมโยงกับอินโดจีน เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ และ เสื้อผ้าสำเร็จรูป อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมวิศวบริการ (เครื่องจักรกลการเกษร อุปกรณ์การขนส่ง อุปกรณ์การ ผลิตในโรงงาน) อุตสาหกรรมพลาสติก เป็นต้น และมีเป้าหมายที่จะ ส่งเสริมให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี ขั้นสูงต่อไปอาทิ เช่น อุตสาหกรรม อิเลคโทรนิค อุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นต้น การพัฒนาทางเศรษฐกิจ จะต้องสอดประสานและเกื้อหนุนให้เกิด พัฒนาในเขตชนบท รอบนอกควบคู่ไปกับการพัฒนาในเขตเมือง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญประสานแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจ ร่วมกับ สภาการค้าแห่งชาติลาว แขวงสะหวันนะเขต นำไปสู่แนวทางการพัฒนาร่วมกัน ในลักษณะของ เมืองคู่แฝด ยุทธศาสตร์ในการแข่งขันกับ ต่างประเทศ ปัญหาความไม่แน่นอน และความยุ่งยากขอกฏหมายระเบียบข้อบังคับ และวิธีปฏิบัติในกลุ่มประเทศอินโดจีนเอง โดยเมื่อเริ่มมี การเปิดประเทศของกลุ่มอินโดจีน ได้ก่อให้เกิดการค้าขายตามแนวชายแดนเป็นอันดับแรก ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ คือประเทศไทยซึ่งนักธุรกิจไทย ที่ไปทำการค้ากับอินโดจีน จะประสบปัญหานี้แทบทุกราย นำมาซึ่งความไม่มั่นใจ ในการขยายการค้าไปสู่การลงทุนในอุตสาหกรรม ซึ่งสิ่งนี้จะ ต้องอาศัยระยะเวลาและเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลในการพัฒนาความไม่พร้อมของระบบเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศ อินโดจีนที่จะเอื้อต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมซึ่งสิ่งนั้นจะต้องอาศัย ระยะเวลาและเงินงบประมาณจำนวนมหาศาล ในการพัฒนาความรุนแรง ของปัญหาเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศอินโดจีนซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากต่อมูลค่าผลตอบแทนการลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะการลงทุนใน อุตสาหกรรมซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการคืนทุนความหวาดระแวง ในเรื่องของความได้เปรียบ เสียเปรียบระหว่างกัน อันเนื่องมาจากปัญหา ตามแนวชายแดนในอดีตที่ผ่านมานอกจากนี้ประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงประการหนึ่ง ที่จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยก็ คือ ในปัจจุบันประเทศ ที่ด้อยพัฒนา และที่กำลังพัฒนาต่างแข่งขันกันในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศ ซึ่งก็รวมถึงกลุ่มประเทศอินโดจีนด้วย โดยประเทศที่ได้รับความสนใจลงทุนมากที่สุดในขณะนี้ คือประเทศเวียดนาม ในขณะที่ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการไหลบ่าเข้าของ การลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลายระลอก และมีปริมาณที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค นี้ด้วยกัน แต่การกระจายของ การลงทุนยังคงกระจุกอยู่ที่ส่วนกลางประเทศเป็นส่วนใหญ่ซึ่งไม่ก่อประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมในส่วนภูมิภาค

โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนซึ่งเป็นชุมทางของการเชื่อมโยงสู่ประเทศเพื่อนบ้านอินโดจีน ทำให้ดูประหนึ่งว่าภาครัฐมิได้ให้ความสำคัญที่จะพัฒนา การค้า กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรม ดังนั้น ยุทธศาสตร์ในการแข่งขันกับต่างประเทศ จึงต้องประสานหลักการ ในการ พัฒนาศักยภาพ ในการพึ่งพาตนเองควบคุ่ไปกับการ เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศในอินโดจีนมิฉะนั้น ประเทศไทยจะเป็นเพียงทางผ่าน ของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ หอการค้าจังหวัดมุกดาหาร จึงเห็นว่า เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและ ก่อเกิดประสิทธิผล รัฐบาลจะต้องกำหนดนโยบายความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอินโดจีน และเร่งส่งเสริมการลงทุนแก่นักลงทุนไทยอย่างเป็น ระบบ ต่อเนื่องและเด่นชัดเพื่อสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้และเป็นที่ยอมรับในกลุ่มประเทศอินโดจีนภายใต้ หลักการ แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันโดยเสมอภาค และในขณะที่กลุ่มอินโดจีนยังมีปัญหาที่จะต้องพัฒนาระบบ และโครงสร้างพื้นฐานของตนเองอยู่ ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อเสริมศักยภาพการลงทุน ในเขตพื้นที่จังหวัดตามแนวชายแดน ที่มีความเหมาะสมทางเศรษฐกิจเชื่อม โยงสู่อินโดจีนและตลาดโลก โดยเฉพาะการให้ความสำคัญและเร่งรัดพัฒนาในพื้นที่ ชายแดนที่มีศักยภาพ และจะมีผลต่อน้ำหนักหรือความ สำคัญของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ในอนาคต

โดยเฉพาะที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลลาว ได้มีความเห็นร่วมกันที่กำหนดให้มีการก่อสร้าง สะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 2 เชื่อมสู่เมืองคันทะบุรี แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ตลอดจนการพัฒนาปรับปรุงเส้นทาง หมายเลข 9 เชื่อมสู่ทะเลจีนใต้ บริเวณ ตอนกลางของประเทศเวียดนาม จึงเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญต่อการกำหนดแผนการจัดการในการพัฒนา พื้นที่จังหวัดมุกดาหารร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน เพื่อให้สะพานและเส้นทางดังกล่าวก่อเกิดประสิทธิผลในทางเศรษฐกิจ แก่ภูมิภาคนี้เต็มประสิทธิภาพโดยยึดแนว ยุทธศาสตร์ในการแข่งขันกับต่างประเทศเป็นสำคัญกล่าวคือ แนวทางการพัฒนาจังหวัดมุกดาหาร มิใช่เพียงแต่การเชื่อม ต่อเส้นทางคมนาคมเพื่อหาทางออกสู่ทะเลที่ใกล้ที่สุดเท่านั้น หากแต่เป็นไปเพื่อการพัฒนาให้จังหวัดมุกดาหาร เป็นจุด
ศูนย์กลางของการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ กับเส้นทางการค้าของโลกโดยอาศัยการดำเนินการจัดการในรูปแบบใหม่ เพื่อดึงดูดให้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ บังเกิดขึ้นที่จังหวัดมุกดาหารอันจะเป็นการส่งเสริม ให้ประเทศเป็นจุดศูนย์กลาง การค้าในภูมิภาคเอเซียตะวันออก เฉียงใต้ อย่างแท้จริงโดยการจัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ขึ้นที่จังหวัดมุกดาหาร อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้ประเทศ ในกลุ่มอินโดจีน เร่งพัฒนาเศรษฐกิจการค้าของตนเองเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงไปของการค้าโลก โดยการหันมาร่วมมือกันในการกำหนดระเบียบต่างๆ ที่ จะเอื้ออำนวยต่อการไหลของกระแสการค้าตามเส้นทางดังกล่าว