นโยบายการจัดระบบเศรษฐกิจตามแนวชายแดน (Economic Cooperation Strategy)

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมการจัดระบบเศรษฐกิจตามแนวชายแดนเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2546 ณ ห้องประชุม 501
ตีกบัญชาการทำเนียบรัฐบาล โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างฐานการผลิตแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างงานและลดช่องว่างของรายได้ของประชาชนอย่างยั่งยืน
ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน และมียุทธศาสตร์ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยกำหนด 5 ยุทธศาสตร์หลักได้แก่ ยุทธศาสตร์การค้าชายแดน
ยุทธศาสตร์ภาคการผลิต(ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม) ยุทธศาสตร์ภาคบริการ(ด้านการท่องเที่ยว ด้านแรงงาน ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ) ยุทธศาสตร์
พัฒนาพื้นที่ และยุทธศาสตร์การให้ความช่วยเหลือ โดยคาดว่าประโยชน์ที่ไทยจะได้รับก็คือจะสามารถแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวที่อพยพเข้ามาหางานทำใน
พื้นที่ตอนในของประเทศไทย และช่วยเพิ่มแหล่งผลิตทางวัตถุดิบให้ไทยทั้งภาคเกษตร ท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากประเทศ
ที่ 3 และประเทศเพื่อนบ้านที่มีศัยภาพที่จะเพาะปลูกได้ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพทางการผลิตให้กับไทยและสร้างงานให้กับแรงงาน
ไทยในระดับผู้บริหารและแรงงานฝีมือที่จะเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศเพื่อนบ้าน

ยุทธศาสตร์การดำเนินการระหว่าง ไทย-สปป.ลาว
รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ 4 ด้านระหว่าง ไทย-สปป.ลาว
(1) เป็นแหล่งผลิตพืชเศรษฐกิจทดแทนการนำเข้า
(2) เป็นฐานอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานและใช้ทรัพยากรธรรมชาติของลาวเป็นหลัก
(3) เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ
(4) ใช้ความร่วมมือทางวิชาการเป็นตัวนำในการพัฒนาด้านอื่นๆ

ระยะเร่งด่วน พัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวชายแดนไทยและสปป.ลาว โดยกำหนดให้เป็นมุกดาหารและแขวงสะหวันนะเขตเป็นเมืองคู่แฝด(Sister
City)
1. การจัดระเบียบชายแดน เร่งเจรจากับ สปป.ลาวในการกำหนดระเบียบการผ่านแดนของสินค้าและผู้โดยสารให้เป็นที่ยอมรับระหว่างกัน เร่งจัดระเบียบชายแดน
ร่วมกันเพื่อลดปัญหาตามแนวชายแดนที่อาจเกิดขึ้นโดยเฉพาะปัญหาการปักปันเขตแดน

2. การคุ้มครองการลงทุน เร่งเจรจากับลาวในการให้การคุ้มครองการลงทุนกับนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน
3. การท่องเที่ยว เร่งเจรจากับลาวในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อเชื่อมโยงแหล่งเที่ยวร่วมกัน โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีความพร้อมและสามารถร่วมมือกัน
ได้ทันที เช่น แหล่งท่องเที่ยวที่เมืองหลวงพระบาง น้ำตกคอนพะเพ็ง
4. การให้สิ่งจูงใจนักลงทุน เร่งเจรจากับลาวในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนร่วมกันโดยเฉพาะในระยะแรกให้เร่งดำเนินการพื้นที่แขวงสะหวันนะเขต
โดยให้สิ่งจูงใจแก่ผู้ประกอบการ เช่น การยกเว้นภาษี สิทธิพิเศษทางภาษีที่พิเศษกว่าพื้นที่อื่นๆ การอำนวยความสะดวกการผ่านแดน และการพัฒนาสิ่งอำนวยความ
สะดวกพื้นฐาน

ระยะยาว สนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านให้มีการพัฒนาที่เร็วขึ้นเพื่อลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ
1. การเกษตร ย้านฐานการปลูกพืชบางชนิดที่ไทยมีการนำเข้าจากประเทศที่ 3 เช่น ถั่วเหลือง ย้ายฐานการปลูกพืชที่ลาวมีศักยภาพ ต้องการใช้แรงงานในการปลูก/
เก็บเกี่ยวมาก และไทยยังมีความต้องการ เช่น ข้าวโพด ถั่วลิสง กระเทียม มะม่วงหิมพานต์ กาแฟ หวาน ผักปลอดสารพิษ และปศุสัตว์
2. อุตสาหกรรม ให้ความช่วยเหลือลาวในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมตามแนวชายแดน การพัฒนาอุตสาหกรรม SMEs และพัฒนาคุณภาพสินค้าหัตถกรรม
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิต
แปรรูปไม้ อุตสาหกรรมทำอิฐ เซรามิค และเครื่องปั้นดินเผา อุตสาหกรรมกระดาษจากยูคาลิปตัส อุตสาหกรรมที่ใช้แร่ธาตุเป็นวัตถุดิบ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
กับปศุสัตว์
3. การท่องเที่ยว ให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวของไทยได้ และยกระดับการบริการให้ได้มาตรฐาน
4. โครงสร้างพื้นฐาน ให้ความช่วยเหลือลาวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงข่ายคมนาคมหลักเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกิจกรรมทางด้าน
เศรษฐกิจ รวมถึงการใช้โครงสร้างพื้นฐานและบริการร่วมกันตามแนวชายแดน เช่น ไทยอาจร่วมใช้สนามบินที่แขวงสะหวันนะเขต
5. ด้านสังคม
ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการทั้งด้านสาธารณสุขและการศึกษา เพื่อปรับปรุงมาตรฐานด้านสุขอนามัย