
ในการเปิดสัมมนา
"โอกาสและผลกระทบจากการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2" ในจังหวัดมุกดาหาร
นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
เกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวปาฐกถาเปิดงานสัมมนาตอนหนึ่งว่า การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่
2 ที่จะเสร็จสิ้นปี 2549 นั้นเราจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับ
การปรับเปลี่ยนใน 3 ปีที่เหลือ
นายสรอรรถ กล่าวอีกว่า ศักยภาพของคนไทยที่จะเข้าไปทำธุรกิจหรือลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวเราค่อนข้างได้เปรียบกว่าประเทศอื่น
นอกจากความสามารถและ
ความชำนาญแล้ว วัฒนธรรมประเพณีก็ค่อนข้างเอื้ออำนวยในการทำให้การเจรจาประสบความสำเร็จง่ายขึ้น
แต่อยากเน้นว่าการเข้าไปลงทุนหรือทำธุรกิจร่วมกับประเทศ
เพื่อนบ้าน ควรมีความจริงใจเป็นหลักสำคัญ ซึ่งเรื่องความจริงใจนี้ได้สะท้อนออกมาในการประชุม
ครม.ร่วมด้วย
"ต้องเอาความรู้สึกของเขามาใส่ความรู้สึกของเรา ทำอะไรก็แล้วแต่ให้มีผลประโยชน์ร่วมกัน
และการคิดวางแผนที่จะไปลงทุนในเพื่อนบ้านอยากให้คิดถึงผลตอบแทน
ระยะยาวด้วย อย่างเข้าไปช่วงสั้นๆ เพื่อตักตวงผลประโยชน์แล้วกลับออกมา จะทำให้เสียความรู้สึกกัน
สะพานเป็นจุดเชื่อมโยงแห่งความสัมพันธ์ อย่าให้ต้องสะบั้นเพราะ
ความคิดที่จะเอาเปรียบของคนบางคนบางกลุ่ม"
วันนี้เชื่อว่าเขาเปิดใจที่จะร่วมทำงานกับเรา ร่วมเจรจา พูดคุยกับเราเชื่อว่าโอกาสมีสำหรับเรา
แต่เราควรใช้โอกาสนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งสองฝ่าย เมื่อมีความจริง
ใจต่อกัน เชื่อว่าสิ่งดีๆจะกลับมาหาเรา โดยไม่ต้องไปกังวลว่า ทำแล้วจะเสียเปรียบเชื่อว่าเราทุกคนมีช่องว่างทำให้ตัวเองอยู่ได้
ถ้าหากเราเอาความรู้สึกของคนอื่นเข้ามาใส่
ในความรู้สึกของเรา สะพานที่จะสร้างแล้วเสร็จในอีก 3 ปีข้างหนาจะเป็นจุดพลิกผันของทั้งสองประเทศ
"นายกฯพูดชัดว่า วันนี้เราจะโตคนเดียวไม่ได้ ประเทศเพื่อนบ้านต้องโตควบคู่กับเราไปด้วย
มีคนตั้งคำถามว่า ถ้าเราสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านให้มีการสร้างฐานเศรษฐกิจ
หรือการเกษตรมีคำถามว่าตรงนั้นจะเป็นจุดที่ทำให้เรามีคู่แข่งขันเพิ่มมากขึ้นหรือเปล่า
หากเราไปยึดรูปแบบเดิมๆ ผมเชื่อว่าคำตอบผิด แต่ถ้าเราคิดว่า เราเป็นประเทศ
ที่พัฒนาขึ้นะดับหนึ่งแล้วก็ไปช่วยเพื่อนบ้านให้พัฒนาขึ้นมาใกล้เคียงกบเรา
แล้วถ้าเราสู้เขาไม่ได้ในอนาคต มันก็สมควรที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการตื่นตัวเพื่อพัฒนา
จะต้องเกิด"