โอกาสและผลกระทบ

นักวิชาการแนะ รัฐบาลเร่งวางกรอบนโยบายรับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 มุกดาหาร ทั้งภาคผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน นักวิชาการชี้ขอนแก่นได้ประโยชน์มากสุด ด้าน "เกริกไกร" แนะรัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่หันมาอยู่ร่วมกันมากกว่าคิดเอาประโยชน์ข้างเดียว ต้องช่วยลาวพัฒนาเศรษฐกิจ

รศ.ดร.พุทธกาล รัชธร รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จังหวัดที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเปิดใช้สะพานข้าม
แม่น้ำโขงแห่งที่สอง เชื่อมกับเส้นทางหมายเลข 9 ในประเทศลาวและเวียดนาม คือ จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีต้นทุนการขนส่งลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับ
จังหวัดอื่นในภาคอีสานทั้งหมดสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 บริเวณตัวเมืองจังหวัดมุกดาหารจะเป็นจุดเชื่อมกับแขวงสะหวันนะเขต ของลาวตามเส้นทางหมายเลข 9
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเส้นทางเชื่อมตะวันออก-ตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากท่าเรือดานังของเวียดนามเชื่อมกับพม่าโดยการก่อสร้างจะแล้วเสร็จและ
เปิดใช้ได้ในปี 2549เขากล่าวว่า หลังสะพานแห่งนี้เปิดใช้ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ทางการค้า โดยเฉพาะด้านเกษตร ดังนั้นรัฐบาลจะต้องกำหนดกรอบนโยบาย
ทางเศรษฐกิจของภาคอีสาน เพื่อรองรับโอกาสที่เกิดขึ้นรวมทั้งต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับด้วย

"ทางไจกาเห็นว่าจุดนี้จะเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคมากกว่า โดยคาดว่าหลังเปิดใช้แล้ว 5 ปีรายได้ของประชาชนในภาคอีสานจะเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัวโดยเฉพาะ
ภาคเกษตร จากศักยภาพการส่งออกไปยังตลาดจีและญี่ปุ่นผ่านท่าเรือดานังของเวียดนาม"

ทั้งนี้ รศ.ดร.พุทธกาล เป็นหนึ่งในทีมวิจัยของศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกำลังวิจัยเรื่อง "ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาระเบียงตะวันออก-ตะวนตกกรณีเส้นทางหมายเลข 9" อุตสาหกรรมที่มีการขยายตัวมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมขนาดย่อม ด้านอาหารและการผลิต
สินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคซึ่งจากการศึกษาพบว่าอุตสาหกรรมขนาดย่อมจะขยายตัวมากถึง 27 เท่าตัวดังนั้นจึงน่าจะพิจารณาถึงแนวทางการพัฒนาว่าจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องเตรียมไว้คือ ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเพิ่มขึ้นอีก 1.7 เท่าดังนั้นหากไม่มีการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้า อาจทำให้เกิดปัญหา
ขึ้นมาได้ และการใช้น้ำประปาจะเพิ่มขึ้น 2.3 เท่า จึงต้องเตรียมแหล่งน้ำไว้รองรับและด้านการสื่อสารคาดว่าจะมีการใช้โทรศัพท์เพิ่มขึ้น 2.2 เท่าเมื่อพิจารณาศักยภาพ
ทางเศรษฐกิจทั้ง 8 จังหวัด พบว่าแนวทางการค้าขายจะไม่ต่างไปจากเดิม มุกดาหารจะมีรายได้จากภาคบริการเพิ่มขึ้น 40% ส่วนจังหวัดที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือขอนแก่น เพราะเป็นศูนย์กลางของทุกๆด้าน และต้นทุนการขนส่งถูกกว่าจังหวัดอื่นโดยเปรียบเทียบ

ด้านนายพรพจน์ มธุรพจน์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรการพิเศษทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การสร้างสะพานทำให้ไทยมีจุดแข็งคือการส่งออกที่รวดเร็ว
และสะดวกยิ่งขึ้น แม้จะมีจุดอ่อนเรื่องการส่งออกทางทะเล แต่สะพานแห่งที่ 2 จะช่วยลดต้นทุนการแข่งขัน ดังนั้นปริมาณการค้าในบริเวณนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่อุปสรรคสำคัญไม่ใช่เรื่องของถนนหรือสะพาน แต่เป็นเรื่องของระบบภาษีศุลกากรมากกว่า

"ที่น่าสนใจคือ เส้นทางการส่งออกไปยังตลาดเอเชียคือ จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน จะมุ่งหน้าไปใช้ที่ท่าเรือดานังแทน ต้องยอมรับว่า แหลมฉบับจะถูกแย่งตลาดไปบางส่วน ดังนั้นการท่าเรือแห่งประเทศไทยน่าจะลงทุนที่ท่าเรือดานังด้วย" การส่งออกไปยังฮ่องกง ไต้หวันและจีนตะวันออก จะมีศักยภาพมากหลังจากการก่อสร้างสะพาน ซึ่งหากดูตัวเลขการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ รัฐบาลน่าจะใช้ศักยภาพที่เกิดขึ้นใช้กำหนดนโยบายซึ่งถือว่ามีความได้เปรียบด้านต้นทุนการขนส่ง

นายดำรงค์ แสงกวีเลิศ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาพื้นที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 ถือว่าเป็นจุดเชื่อม 2 มหาสมุทรและ 4 ประเทศ ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2549 ขณะนี้ทั้ง 4 ประเทศได้ลงนามเรื่องจุดผ่านแดนไว้แล้วเหลือเพียงการเจรจารายละเอียด
ทางปฏิบัติเท่านั้น

"ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้จะมีการประชุมร่วม 4 ประเทศและรัฐบาลจะนำมุกดาหารเป็นกรณีตัวอย่างการร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สามารถทำได้ทันทีกับฝั่งลาวคือ แขวงสะหวันนะเขต โดยจะใช้มุกดาหารเป็นศูนย์กระจายสินค้าและการเกษตร" สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกำหนดนโยบาย
ตามแนวชายแดนว่า ให้มีลักษณะความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมการไว้แล้วทั้งสองฝ่าย โดยไทยจะให้ความช่วยเหลือในการตั้งนิคมอุตสาหกรรม
ฝั่งแขวงสะหวันนะเขตเหมือนที่ช่วยเหลือ เกาะกงของฝั่งกัมพูชา

นายเกริกไกร จิระแพทย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากล่าวว่า เมื่อสะพานเสร็จจะมีความเจริญตามมาแน่นอน แต่ไม่ควรคิดว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพราะมีปัจจัยมาเกี่ยวข้องหลายด้าน ซึ่งการตัดสินใจไม่ใช่เกิดจากประเทศเดียว ดังนั้นคำถามคือทำอย่างไรจะใช้ประโยชน์จากสะพานได้สูงสุด โดยเฉพาะไทยกับลาว
"สะพานเปิดได้ประโยชน์มากมายเป็นการเปิดประเทศไทยออกไปอีกทางหนึ่ง ผมคิดว่าที่สำคัญคือทำอย่างไรลาวจะได้ประโยชน์ด้วย ดังนั้นการได้รับผลประโยชน์
ร่วมกันโดยสันติถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาค่อนข้างมากเพราะความไม่ไว้ใจกันดังนั้นฝ่ายไทยต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดเรื่องจะไปเอาประโยชน์จากลาว
เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งแนวคิดของนายกรัฐมนตรีเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนถือว่าถูกต้องในหลักความร่วมมือกัน ซึ่งลาวอยากจะขายพลังงาน การแปรรูปผลิตผลทาง
เกษตรและขายด้านการท่องเที่ยว ดังนั้นไทยน่าจะต้องช่วยเหลือลาวพัฒนา"

ด้าน นายมงคล ศิโรรัตนรังษี ประธานหอการค้าเขต 11 กล่าวว่า ปัญหาในขณะนี้คือ เรื่องเส้นทางคมนาคมยังไม่เอื้อเท่าที่ควร ดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนาอีกมากแต่
่ที่สำคัญคือเมื่อเปิดใช้สะพานแล้ว ทางฝั่งไทยจะต้องพัฒนาจุดบริการค้าผ่านแดนเป็นแบบ One Stop Service"